tag:blogger.com,1999:blog-70033890311171822642009-06-15T11:49:31.612+07:00จิตใจดอทคอมเวบจิตใจ ของสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมป์Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.comBlogger73125tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-30462568914003019222009-05-25T15:39:00.006+07:002009-05-26T09:31:07.979+07:00ข่าวกิจกรรมสมาคมฯ<span style="color:#ff0000;">สมาคมฯ จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสุขภาพจิตโรงเรียน<br />เรื่อง "ทักษะการสื่อสาร (Coomunication Skills)<br />ผู้เข้าอบรม จำนวน 50 คน จากโรงเรียนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล<br />กำหนดในวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2552 ณ ห้องประชุมสมาคมสุขภาพจิต ถนนศรีอยุยา 3<br />นางจงพิศ กันหลง ประธานโครงการฯ</span><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-3046256891400301922?l=www.jitjai.com'/></div>clhttp://www.blogger.com/profile/13892444519617035893noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-1926047944087946242009-05-25T15:26:00.003+07:002009-05-25T15:36:39.346+07:00รายนามคณะกรรมการสมาคมรายนามคณะกรรมการอำนวยการ<br />สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />ประจำปี 2551-2553<br />1. นายแพทย์ธนู ชาติธนานนท์ นายกสมาคมฯ<br />2. พญ.ทิพยประภา ณ สงขลา อุปนายกสมาคมฯ 1<br />3. นายสุชาติ ไชยมะโน อุปนายกสมาคมฯ 2<br />4. ดร.สุนีย์ ชัยนาม ประธานฝ่ายรัชดาภิเษกและกิจกรรมภิเษก<br />5. นางสุมาลี รัตนปราการ ประธานฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ<br />6. นางจงพิศ กันหลง ประธานฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิตสตรีเด็กฯ<br />7. รศ.ดร.สุรัตน์ เมธีกุล ประธานฝ่ายเผยแพร่ความรู้<br />8. นางเรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์ ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์<br />9. นางวิมลรัตน์ กำเนิดพลอย ประธานฝ่ายหาทุน<br />10. นายปราโมทย์ สัชฌุกร ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์<br />11. นางสุมนมาศ วุฒิสง่าธรรม ประธานฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิตในสถานศึกษา<br />12. นายแพทย์บุญชัย นวมงคลวัฒนา ประธานฝ่ายวิชาการ<br />13. นายกฤษฎา ฐิติปุญญา ประธานร่วมฝ่ายหาทุน<br />14. นางสกุลทิพย์ สว่างวงศ์ ประธานร่วมฝ่ายหาทุน<br />15. นางฉัตร์ปริตตา ธรรมวัชรพันธ์ ประธานร่วมฝ่ายหาทุน<br />16. นางสมพร สีอุไรย์ นายทะเบียน<br />17. นางไพรมณี จันทน์มาลา สมาชิกสัมพันธ์<br />18. นางนิภา สวนฐิตะปัญญา บรรณารักษ์<br />19. นางศรีวิไล เจริญวงศ์ เหรัญญิก<br />20. นางปราณี จีรพรชัย เลขาธิการ<br />21. นางกนกชล ชูใจ รองเลขาธิการ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-192604794408794624?l=www.jitjai.com'/></div>clhttp://www.blogger.com/profile/13892444519617035893noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-51919611576788744982008-11-09T17:48:00.004+07:002009-05-20T17:36:54.032+07:00สุขภาพจิตกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง<div align="right"><span style="color:#cc33cc;">นพ.ธนู ชาติธนานนท์<br />นายกสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์<br />1 กันยายน 2551</span><br /></div><div align="justify"><br /><br />เครียด...เครียด...เครียด คงจะไม่ผิดถ้าจะบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้กำลังรู้สึกเช่นนี้ จากสภาพเหตุการณ์บ้านเมืองที่ขัดแย้งกันอย่างไม่จบสิ้น และเหมือนหาทางออกไม่ได้ในปัจจุบัน<br /><br />ในฐานะจิตแพทย์และนักสุขภาพจิต ที่ถูกสอนมาให้มองความขัดแย้งต่างๆ อย่างเข้าใจ และเป็นกลาง ไม่มองว่าใครผิดใครถูก เพราะทั้งสองฝ่าย หรือทุกฝ่ายต่างก็มีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาเช่นนั้นขึ้น ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงต้องร่วมรับผิดชอบในการแก้ปัญหานั้น จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้<br /><br />การจะแก้ปัญหาทุกฝ่ายต้องเริ่มด้วยความตั้งใจจริง และจริงใจในการที่จะคลี่คลายปัญหา ต้องการมีความสุข และต้องการให้อีกฝ่ายมีความสุข ไม่มีเบื้องหลังหรือผลประโยชน์ที่ซ่อนเร้น ถ้าเป็นเช่นนี้ทุกปัญหามีทางออก ไม่มากก็น้อย ไม่มีการหมดหวัง<br />มนุษย์แต่ละคนไม่ใช่เหรียญที่มีเพียงสองด้าน แต่เสมือนก้อนวัตถุที่มีหลายด้าน หลายมุม มีทั้งด้านและมุมที่ดี ด้านและมุมที่ไม่ดี ด้านที่ดีก็มีที่ดีมากและดีน้อย ด้านที่ไม่ดีก็มีทั้งไม่ดีมากและไม่ดีน้อย นอกจากนั้นบางมุมบางด้านก็มองเห็นง่าย เปิดเผย แต่ก็อาจมีบางมุมบางด้านที่ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้นั้น<br /><br />จากสภาพเช่นนี้ เมื่อมนุษย์ต้องปฏิสัมพันธ์กันความไม่เข้าใจและความขัดแย้งย่อมเกิดได้บ่อย ๆ<br />สาเหตุของความขัดแย้งส่วนหนึ่งก็เกิดจากทั้งการไม่เข้าใจตนเองและไม่เข้าใจผู้อื่นที่มากพอ เห็นดีเป็นร้าย เห็นร้ายเป็นดี หรือเห็นเป็นอย่างอื่นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง<br /><br />การแก้ปัญหาความขัดแย้งจึงอาศัยการทำความเข้าใจ หรือรู้จักตนเองให้มากขึ้นโดยสำรวจ ค้นหาตนเองทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ส่วนที่ปรากฏชัดเจนและส่วนที่อาจซ่อนเร้นอยู่ของตน<br /><br />การสำรวจนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจและรู้เท่าทันตนเองมากขึ้น รู้เท่าทันในอารมณ์ ความคิดต่างๆ ของตน รู้ทันว่าทำไมตนจึงคิดเช่นนั้น รู้สึกเช่นนั้น การรู้เท่าทันเช่นนี้จะทำให้ปัญหาและเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ ไม่เปิดโอกาสให้อคติครอบงำตน<br />ในทำนองเดียวกัน การคิดถึงอีกฝ่ายก็ต้องคิดให้ครบถ้วนด้วยเช่นกัน คิดและมองอีกฝ่ายอย่างเข้าใจทั้งในสิ่งดีๆ ที่เขามีอยู่และสิ่งที่ด้อยของเขา เห็นและเข้าใจสิ่งที่เขาแสดงออกชัดๆ และเข้าใจถึงความที่อาจมีอยู่ของบางสิ่งในบุคคลนั้นที่เรามองไม่เห็น ไม่เข้าใจ เห็นในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าเขาเป็น<br /><br />การมองอีกฝ่ายเช่นนี้ ก็จะทำให้เราเห็นภาพที่แท้จริงของเขามากขึ้น เข้าใจเขามากขึ้น ความคิดที่เรามีต่อเขาก็จะเป็นความคิดที่เกิดจากปัญหาและเหตุผล มากกว่าอารมณ์ดังเช่นที่เคยเป็น อคติที่เคยมีต่อเขาก็จะลดลง<br /><br />ถ้าในความขัดแย้ง ท่านยังเห็นแต่สิ่งที่ดีที่ถูกต้องของตนเองและเห็นแต่ความไม่ดีไม่ถูกต้องของอีกฝ่าย ก็แสดงว่าตัวท่านอยู่ในสภาวะของการขาดสติ ท่านกำลังถูกครอบงำด้วยอัตตาและอารมณ์ของตนเองเป็นหลัก ท่านยังรู้จักและเข้าใจตนเองไม่พอ และยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจอีกฝ่ายดีพอ ท่านต้องรีบเตือนสติตนเอง เรียกสติคืนมา เปิดโอกาสให้ปัญญาได้ทำหน้าที่จนเกิดเป็นพลังเหนืออัตตาและอารมณ์ การเข้าใจตนเอง และเข้าใจอีกฝ่ายโดยถูกต้องจะทำให้ท่านเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น ถูกต้องขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้มากขึ้นและอย่างแท้จริงต่อไป<br /><br />ผมขอเสนอให้ทุกฝ่ายที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ นำแนวคิดนี้ไปใคร่ครวญ น่าจะช่วยทำให้เข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาได้ดีขึ้น นำความสงบและความเจริญมาสู่สังคมได้ต่อไป<br /><br />ทุกอย่างต้องใช้เวลา และความอดทน ถ้าไม่ท้อน่าจะพบทางออก </div><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-5191961157678874498?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-72884619614394557742008-10-27T16:09:00.002+07:002008-10-27T16:25:49.176+07:00ประวัติสมาคมฯ<a href="http://2.bp.blogspot.com/_yF0JwCG8yKs/SQWJEzkvAtI/AAAAAAAAABc/xxaMPM730f8/s1600-h/logo_s.jpg"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261762455309058770" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 50px; CURSOR: hand; HEIGHT: 68px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_yF0JwCG8yKs/SQWJEzkvAtI/AAAAAAAAABc/xxaMPM730f8/s400/logo_s.jpg" border="0" /></a><br /><div align="center"><br /><span style="font-size:180%;color:#993399;">ประวัติสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์</span></div><br />สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Mental Health Association of Thailand Royal Patronage) ใช้ชื่อย่อว่า สสจท. ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2503 ซึ่งตรงกับ "วันสุขภาพจิตโลก" โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชน ด้วยการเผยแพร่ความรู้และวิธีป้องกัน เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ในขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งศูนย์บริการทางสุขภาพจิต แก่ประชาชนที่มีปัญหาและต้องการคำปรึกษาขึ้นด้วย<br /><br />คณะผู้ก่อตั้งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒในสาขาต่าง ๆ อาทิ นักการศึกษา นักจิตวิทยา จิตแพทย์ แพทย์ พยาบาล ครู นักสังคมสงเคราะห์ โดยมีนายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว เป็นผู้ริเริ่ม คุณหญิงอัมพร มีศุข เป็นผู้ก่อการและดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา และปัจจุบันท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์<br />สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสหพันธ์สุขภาพจิตโลก (World Federation for Mental Health) เมื่อเดือนสิงหาคม 2504 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ รับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2507<br /><br />สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นองค์กรเอกชน องค์กรแรกที่ได้รับเกียรติให้จัดการประชุมระดับโลกขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับความอนุเคราะห์ด้านงบประมาณจากรัฐบาล กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2508 สมาคมฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม "สหพันธ์สุขภาพจิตโลก" ในหัวข้อ "Family Life and Value System" ขึ้น ณ ศาลาสันติธรรม (ปัจจุบันคือสำนักงานองค์การสหประชาชาติ) มีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 60 ประเทศ ทั่วโลกประมาณสองร้อยกว่าคน<br /><br />ในการจัดครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สมาคมฯ จัดงานอุทยานสโมสรขึ้นภายในบริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโดยทั่วกัน พระราชจริยวัตร และพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในครั้งนั้น เป็นปลาบปลื้มของชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จฯ มาร่วมงานที่สมาคมฯ ได้จัดขึ้นอีกหลายครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อสมาคมฯ อย่างหาที่สุดมิได้<br /><br />ในปี พ.ศ. 2509 คุณหญิงอัมพร มีศุข ในฐานะผู้แทนสมาคมฯ ได้รับเลือกตั้งจาก สหพันธ์สุขภาพจิตโลก ให้เป็นประธานของภูมิภาคเอเชียนแปซิฟิก (Asia-Pacific Regional President) และได้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลาถึง 11 ปี นับเป็นเกียรติประวัติและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติอย่างมาก<br /><br />สำนักงานเริ่มแรกตั้งอยู่ที่ "คลีนิคสุขภาพจิต" โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา และได้ย้ายสำนักงานชั่วคราวมาอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์ และตึกวิทยาศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ<br /><br />ในปี พ.ศ. 2515 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้จัดสรรเงินสาธารณกุศลให้เป็นค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการสมาคมฯ จำนวน 1,720,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนสองหมื่นบาทถ้วน) ในที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 100.37 ตารางวา ตั้งอยู่ริมถนนศรีอยุธยา ตำบลทุ่งพญาไท กรุงเทพมหานคร ได้วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2515 โดย ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร อาคารสมาคมฯ นี้ได้รับความกรุณาจากสถาปนิก คำรบลักข์ สุรัสวดี โดยมิได้คิดค่าออกแบบแต่ประการใด เริ่มใช้เป็นที่ทำการสมาคมฯ ในเดือนพฤษภาคม 2516 จนถึงปัจจุบัน คือ เลขที่ 356/10 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400<br /><br />ในปี พ.ศ. 2544 ในสมัยที่นางปรีดา จันทรุเบกษา เป็นนายกสมาคมฯ เล็งเห็นว่าอาคารสำนักงานของสมาคมฯ ได้ชำรุดทรุดโทรมตามสภาพการใช้งาน ควรได้รับการซ่อมแซม ปรับปรุงในบางจุด ตามความจำเป็น เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด จึงได้ขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอรับการสนับสนุนเงินบริจาคสาธารณประโยชน์ เพื่อสมทบกับเงินของสมาคมฯ ในการซ่อมแซมและบูรณะอาคาร ได้รับเงินสนับสนุน จำนวน 274,663 บาท (สองแสนเจ็ดหมื่นสี่พันหกต้อยหกสิบสามบาทถ้วน) สมทบกับเงินของสมาคมฯ จำนวน 119,750 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นเก้าพันเจ็ดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) และได้เริ่มงานปรับปรุงตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2544<br /><br />สภาพอาคารโดยทั่วไปมีความมั่นคงแข็งแรง และนำสมัยเมื่อได้รับการซ่อมแซม และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 30 ปี แล้วก็ตาม คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความคุ้นเคย รักสถานที่ นอกจากจะเป็นที่ทำงาน ที่ประชุมสัมมนาจัดกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่น ๆ มาขอใช้สถานที่เพื่อจัดทำกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมเป็นบางโอกาสอีกด้วย<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-7288461961439455774?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-82155522454518634392008-10-27T15:26:00.006+07:002008-10-27T16:04:47.511+07:00แผนผังสมาคมฯ<a href="http://4.bp.blogspot.com/_yF0JwCG8yKs/SQV711w9roI/AAAAAAAAABM/nhIJDOoa5fM/s1600-h/chart.gif">แผนผังการบริหารงานสมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีนาคม 2545 - มีนาคม 2547 </a><br /><br /><br /><a href="http://4.bp.blogspot.com/_yF0JwCG8yKs/SQV8NpaGFFI/AAAAAAAAABU/1N6TZqiEcyI/s1600-h/chart.gif"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261748313547740242" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 380px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_yF0JwCG8yKs/SQV8NpaGFFI/AAAAAAAAABU/1N6TZqiEcyI/s400/chart.gif" border="0" /></a><br /><div><br /><div></div></div><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-8215552245451863439?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-2544119850037009292008-10-27T14:56:00.005+07:002008-10-27T15:03:33.702+07:00สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย<a href="http://2.bp.blogspot.com/_yF0JwCG8yKs/SQV1rj9IY2I/AAAAAAAAAA8/Kzi2rgBynFI/s1600-h/surat2.jpg"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261741130898760546" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 72px; CURSOR: hand; HEIGHT: 91px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_yF0JwCG8yKs/SQV1rj9IY2I/AAAAAAAAAA8/Kzi2rgBynFI/s320/surat2.jpg" border="0" /></a><br /><div align="center"> </div><br /><div align="right"><br />โดย ดร.สุรัตน์ เมธีกุล</div><br /><div align="left"><br />"สื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการฆ่าตัวตายของประชาชนมากน้อยเพียงใดและถ้ามี มีได้อย่างไร เพราะเหตุใด"<br />ประเด็นที่กล่าวข้างต้น คือเรื่องที่ผมได้รับมอบหมายให้ช่วยออกความเห็น ในฐานะของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ต่อประเด็นเรื่องอิทธิพลและผลของสื่อสารมวลชนที่มีผลกระทบต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน</div><br /><div align="left"><br /><span style="font-size:180%;color:#663300;">สื่อมวลชนมีอิทธิพลในขอบเขตจำกัดหรือไม่<br /></span>สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อความคิดและทัศนคติจริงหรือ ถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลทุกด้านอย่างสิ้นเชิง ประชาชนจะตกอยู่ในฐานะเช่นใด และอะไรคือคำอธิบายในเรื่องนี้ มีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า สื่อมวลชนถึงแม้จะมีหลายประเภทและจำนวนมากก็ตาม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ แต่ก็รายงานเหตุการณ์ค่อนข้างเหมือน ๆ กัน ในช่วงเดียวกัน ดังนั้นถ้าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างที่อ้างถึงประชาชนคงจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันในปัญหาของชาติหรือของโลก แต่ในข้อเท็จจริงยังปรากฎว่ามีสื่ออื่น ๆ และสถาบันทางสังคม เช่น ผู้นำทางความคิดเห็น กลุ่มเพื่อน ครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง ต่างก็มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลอย่างมากด้วย (สุรัตน์ เมธีกุล, 2545 : 85-6)<br />Hiebert (1982 : 54) ได้กล่าวถึงผลของการสื่อสาร (Effects of Communication) ว่าผลของการสื่อสารนั้นอาจจะมีกว้างขวางและหลากหลาย เกิดขึ้นได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งหรือแอบแฝง อาจจะมีผลอย่างรุนแรงหรือเบาบาง อาจจะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของการสื่อสารที่มีอยู่หลากหลาย อาจจะเป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยาหรือการเมืองหรือเศรษฐกิจหรือสังคมวิทยา และอาจจะส่งผลต่อความคิด ค่านิยม ทักษะ ความชำนาญ รสนิยม และพฤติกรรมที่แสดงออกมา<br />ตามความคิดของ Harold D. Lasswell การสื่อสารที่เกิดขึ้นย่อมมีผลตามมาเสมอ ผลนั้นครอบคลุมถึงความหมายใน 3 ลักษณะคือ (1) การเปลี่ยนแปลงหรือข้อแตกต่างที่เกิดขึ้น (2) มุ่งให้เกิดอิทธิพลต่อผู้รับสาร และ (3) สัมฤทธิ์ผลในการสื่อสารทั้งทางด้านทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรมและอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา<br /><br /><span style="font-size:180%;color:#cc6600;">สื่อมวลชนกับปัญหาการฆ่าตัวตาย<br /></span>ปัญหาการฆ่าตัวตาย นักวิชาการหลายท่าน เคยกล่าวย้ำถึงการฆ่าตัวตายไว้ว่าไม่มีคนฆ่าตัวตายคนไหน ฆ่าตัวตาย เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เพียงเหตุเดียว แต่จะเป็นเรื่องหลาย ๆ ด้าน รุมทับซ้อน และกดดันคน ๆ นั้น จนอยู่ในสภาวะทางจิตใจที่สับสน และรู้สึกทรมานที่จะมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จะสรุปว่าคนฆ่าตัวตายเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น อกหัก น้อยใจ สอบตก ฯลฯ คงจะไม่ใช่ รวมทั้งสื่อมวลชนก็คงไม่เป็นสาเหตุอย่างเดียวของการฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตายแน่ ๆ<br />อิทธิพลของสื่อสารมวลชนมีมากต่อปัญหาการเลียนแบบการฆ่าตัวตายใช่หรือไม่? เช่น เมื่อหลายปีก่อน นักร้องซุปเปอร์สตาร์ของญี่ปุ่นกระโดดตึกตาย เป็นข่าวใหญ่โต หลังจากนั้นมีวัยรุ่นกระโดดตึกฆ่าตัวตายตามอย่างและมีบางกรณีผูกข้อมือติดกันแล้วกระโดดฆ่าตัวตายพร้อม ๆ กัน กลายเป็นข่าวครึกโครมยาวนานติดต่อกันเมื่อหลายปีที่ญี่ปุ่น (กรมสุขภาพจิต : 2541 : 7) ในประเทศไทยเองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันกรณีฆ่าตัวตายที่ถูกรายงานทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมากติดต่อกัน เช่นมีการยิงตัวตายหนีปัญหาหนี้สิน หลังจากนั้นก็จะมีวิธีการฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินในรายอื่น ๆ ตามมา หรือกรณีที่วัยรุ่นสอบตกหรือผลการเรียนตกต่ำ ก็ใช้วิธีการหนีปัญหาเหมือน ๆ กัน ด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนสื่อมวลชนไทยก็สนใจเรื่องการฆ่าตัวตายเหล่านี้มาก เช่นหนังสือพิมพ์มักจะเสนอข่าวในหน้าหนึ่ง และเสนอรายละเอียดของข่าวค่อนข้างมาก เช่นรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น จนกระทั่งวิธีการฆ่าตัวตายซึ่งเสมือนเป็นตัวอย่างของ วิธีการแก้ปัญหาของคนที่เกิดความคับข้องทางจิตใจ เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ ก็ใช้วิธีฆ่าตัวตาย ดังนั้นสื่อมวลชนจึงถูกมองว่ามีการเสนอข่าวครึกโครมลักษณะเชิงกระตุ้นเร้าอารมณ์ (Sensational news) มากเกินไป กรณีข่าวการฆ่าตัวตาย จะมีส่วนให้เกิดการกระทำตามกันคือการเลียนแบบเกิดขึ้น เพราะในช่วงที่คนมีปัญหามักจะมีความสับสนในด้านจิตใจและอารมณ์ ซึ่งสภาพจิตใจที่เปราะบาง อาจจะทำให้เกิดความคิดชั่ววูบ ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา<br />การพยายามฆ่าตัวตาย ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการสูญสิ้นชีวิตหรือผลร้ายต่อตนเอง แต่ยังเป็นการส่งผลกระทบถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ อีก เช่น ผลกระทบต่อภาวะจิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ของครอบครัวและญาตมิตรของบุคคลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นไม่ตายและได้รับบาดเจ็บหรือพิการจากการกระทำของตนเอง ก็จะกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมต่อไปอีก<br />ความหมายของการฆ่าตัวตายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525 คำว่า "อัตวินิบาตกรรม" หมายถึงการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นการกระทำด้วยวิธีใดก็ตาม จนเป็นเหตุให้สิ้นชีวิตหรือถึงแก่ความตายด้วยตนเอง การฆ่าตัวตาย อาจจะเป็นกรณีพยายามฆ่าตัวตาย (ทำหลายครั้ง) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีความคิดชั่ววูบที่อยากตายในช่วงชีวิตที่ประสบปัญหาเกิดความเครียดและสับสนในด้านจิตใจ หรือผู้ฆ่าตัวตาย ทำขึ้นเพื่อต่อรองเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างใช้วิธีการที่ไม่เป็นอันตรายรุนแรง จะทำในเวลาและสถานที่ที่เห็นว่ามีคนอื่นสามารถช่วยเหลือได้ และกรณีที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือคนที่พยายามฆ่าตัวตาย เพราะบุคคลผู้นั้น มีความต้องการตายจริง ๆ<br />จากการศึกษาโดยการวิจัยเรื่อง "ผ่านาทีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย-หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย" (มาโนช หล่อตระกูล และคณะ : 2543) พบว่า ผู้พยายามฆ่าตัวตายเพศชายมีอายุ 17 -40 ปี เพศหญิงอายุ 17 - 27 ปี ส่วนใหญ่ที่ศึกษา (มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์) เป็นชาวชนบท การศึกษาระดับประถมและมัธยมต้น มีสถานภาพสมรสและเป็นโสดและแต่งงานแล้วพอ ๆ กัน ปัญหากดดัน ของเพศหญิง ส่วนใหญ่มาจากคู่รักหรือสามีไปมีหญิงอื่น ทำให้ตนเองรู้สึกไม่มั่นคงในขณะที่เพศชายจะมีปัญหาทะเลาะกับญาติใกล้ชิดหรือคู่ครอง ในผู้ที่แต่งงานแล้วครอบครัวเดิมยังมีบทบาทอยู่สูง ซึ่งในหลายรายพบว่าเป็นปัจจัยกดดัน เพศหญิงมักไม่มีคนสนิท หรือคนที่พอให้คำแนะนำได้ ส่วนเพศชายมักไม่พบปรึกษาใคร และมีการปรับตัวต่อปัญหาในทางลบ<br />ในหลักการของการสื่อสารนั้น มนุษย์ทำการสื่อสารและเปิดรับข่าวสารนั้นก็เพื่อประโยชน์ คลายความเหงา ต้องการเพื่อน ต้องการความบันเทิง หนีจากสภาพปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้อาจจะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามความต้องการของตน ได้รับรู้ข่าวสารเพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ สร้างความพึงพอใจต่อตนเองและอาจมีผลต่อการปรับความรู้ ความคิด และพฤติกรรมได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาผลการวิจัยข้างต้นในปัญหาด้านการสื่อสารแล้วจะพบว่าทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่มีการปรึกษากับผู้ใดซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยเหลือหรือแนะนำแก้ปัญหาให้ได้ คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือ ถ้าผู้คิดฆ่าตัวตายดังกล่าวมีโอกาสได้ปรึกษาหรือได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทำการสื่อสารกันโดยตรงหรือผ่านกระบวนการทางด้านสื่อสารมวลชน เขาจะคิดฆ่าตัวตายไหม? ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวไม่มีคำถามในส่วนนี้<br />สำหรับอีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจถามผู้คิดฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายก็คือ การเสนอข่าวของสื่อมวลชนเรื่องการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครม มีผลอย่างไรบ้างสำหรับการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเขา?<br />ในรายงานการสัมมนาโดยกรมสุขภาพจิต (อ้างแล้ว : 2541 9-10) กล่าวว่า ในปัญหาเรื่องที่มองว่าสื่อมวลชนเสนอข่าวการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครมเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากขึ้นนั้น เป็นกรณีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศออสเตรียเช่นกัน เช่นการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชน ซึ่งสื่อมวลชนในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในการเสนอข่าวจนทำให้สื่อมวลชนเองได้ร่วมมือกันกำหนดแนวทาง ลดความหวือหวาในการเสนอข่าวฆ่าตัวตายให้น้อยลง ผลปรากฎดังนี้ ในปี 1986-87 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเสนอข่าวครึกโครมเรื่องการฆ่าตัวตายโดยโดดให้รถไฟใต้ดินชนมีคนฆ่าตัวตายสูงถึง 22 ราย และหลังจากสื่อมวลชนงดการเสนอเรื่องการฆ่าตัวตายด้วยวิธีดังกล่าวในปี 1988 ผลก็คือจำนวนผู้ที่คิดฆ่าตัวตายโดยรถไฟใต้ดินลดลงอย่างชัดเจน คือมี 4 รายในปี 1989 และเหลือ 3 รายในปี 1990 รวมทั้งจำนวนผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายโดยวิธีเดียวกันนี้ก็ลดลงด้วย</div><br /><span style="font-size:180%;color:#990000;">แนวทางในการทำงานของสื่อมวลชน<br /></span>ปัญหาเรื่องฆ่าตัวตายเป็นปัญหาทางสังคมมากกว่าเป็นปัญหาทางการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แม้ว่าการจัดบริการให้ความช่วยเหลือผู้อยู่ในภาวะวิกฤตของชีวิต และการให้การรักษาทางจิตเวชอย่างถูกต้องจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่มาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายคงจะต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมากในสังคมขณะนี้ ควรมีบทบาทและความรับผิดชอบเรื่องปัญหาการฆ่าตัวตายอย่างมากด้วย<br />การทำหน้าที่ด้านรายงานข่าว การเสนอความคิดเห็น รวมทั้งการให้ความรู้และคำปรึกษาของสื่อมวลชน น่าจะมีแนวทางในเรื่องต่อไปนี้ (ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่าง ๆ ที่ผู้เขียนสรุปและประมวลมา)<br /><br /><br /><ol><br /><li>การเสนอข่าวฆ่าตัวตาย ควรระมัดระวังการใช้คำพูด และเนื้อหาที่เป็นการยุยงส่งเสริม หรือเกิดการตีความผิด ๆ ว่าเป็นทางออกของปัญหา</li><br /><li>สื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงการอธิบายโดยละเอียดถึงวิธีการและขั้นตอนการฆ่าตัวตาย เพราะจากสถิติของคนอเมริกัน 1 ใน 6 คน มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะฆ่าตัวตายอย่างไร และมักจะทำสำเร็จเมื่ออ่านจากข่าว (กรมสุขภาพจิต , 2541 : 43)</li><br /><li>ส่งเสริมให้มีการจัดรายการตอบปัญหาทางสุขภาพจิตทางสถานีวิทยุและ โทรทัศน์สำหรับประชาชน หรือการตอบปัญหาทางหนังสือพิมพ์ รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัญหาของบุคคลและครอบครัว เช่น ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ปัญหาด้านความรัก ความผิดหวังด้านการเรียน ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นหนี้สิน เป็นต้น</li><br /><li>บทบาทของสื่อมวลชนที่ควรให้ความรู้ความเข้าใจ ลบความเชื่อ ความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องฆ่าตัวตาย รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้บุคคลใกล้ชิด เช่น เพื่อน บุคคลในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ช่วยดูแล ป้องกันปัญหาบุคคลใกล้ชิดที่คิดจะฆ่าตัวตาย</li><br /><li>ฯลฯ<br /><span style="font-size:180%;">ข้อเสนอส่งท้าย<br /></span>อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้การศึกษาวิจัยในเรื่องของสื่อมวลชนที่มีต่อปัญหาการฆ่าตัวตายของประชาชน ยังไม่สามารถกล่าวสรุปอย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อขัดแย้งเสียทีเดียว ทั้งในแง่ศึกษาจากผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสื่อมวลชน ที่มีต่อการฆ่าตัวตายของประชาชน หรือศึกษาอีกด้านหนึ่งคือการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของประชาชนในการใช้สื่อมวลชน อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นค่อนข้างตรงกันว่า สื่อมวลชนมีผลกระทบแน่ ๆ ต่อบุคคลซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหา มีความเครียดและสับสนทางอารมณ์ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นวัยรุ่นซึ่งจิตใจเปราะบางและขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจ<br />สื่อมวลชนควรมีบทบาทอย่างไรต่อปัญหาฆ่าตัวตาย คงจะพูดกันได้มากมาย ทั้งในด้านการเสนอข่าว การเขียนข่าว การเสนอความคิดเห็น การให้ความรู้และการตอบปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาของสังคมที่นับวันปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าดูที่ต้นเหตุของปัญหาของการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่ามีหลายหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็เป็นทางอ้อม เช่น กรมสุขภาพจิต สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทยฯ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านสถาบันครอบครัว ทั้งของรัฐและเอกชน แม้กระทั่งสถาบันทางศาสนา<br />ดังนั้นการมีนโยบายและแผนการทำงานประสานกันระหว่างสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ กับสื่อมวลชน ในปัญหาการฆ่าตัวตาย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายในภาพรวม แม้กระทั่งระดับของประเทศ โดยเฉพาะสื่อมวลชนก็จะได้มีข้อมูลและแนวทางการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวหรือรูปแบบเนื้อหาด้านความรู้ หรือแนวทางการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ถ้าหากมีกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างสื่อมวลชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการประชุม สัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาร่วมกันเป็นประจำ ก็จะช่วยให้เกิดกลยุทธการจัดการต่อปัญหาการฆ่าตัวตาย ของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำได้ดีขึ้นและสามารถปฏิบัติได้ในทิศทางและกรอบนโยบายเดียวกันได้<br /></li></ol><span style="font-size:180%;color:#cc0000;">บรรณานุกรม<br /></span>กรมสุขภาพจิต, รายงานการสัมมนาเรื่องแนวทางการเสนอข่าวเชิงป้องกันการฆ่าตัวตาย, กระทรวงสาธารณสุข, 2541<br />นิอร รัตนาวรรณสิทธิ์ และคณะ, ปัญหาการฆ่าตัวตาย, รายงานในวิชา วส.301 การสื่อสารกับ สาธารณมติ, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปีการศึกษา 2545<br />มาโนช หล่อตระกูล, สุพรรณี เกกินะ, อัปษรศรี ธนไพศาล, ผ่านาฑีวิกฤติ : วิเคราะห์มุมมองชาย- หญิง ผู้ผ่านการฆ่าตัวตาย, บริษัทวงศ์กมลโปรดักชั่น จำกัด, 2543<br />สุรัตน์ เมธีกุล, การปฏิรูปสื่อในยุคสังคมไร้พรมแดน, วิเคราะห์สถานการณ์ แนวโน้มและผล กระทบที่มีต่อการปฏิรูปวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ของไทย, คณะวารสาร ศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545<br />Hiebert, Ungurati and John, Mass Media : An Intrroduction to Modern Communication, Longman Inc., New York, 1982<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-254411985003700929?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-74165269847541578682008-10-27T14:54:00.000+07:002008-10-27T14:55:26.502+07:00โดยปกติเด็กหญิงจะมีประจำเดือนเมื่ออายุเท่าใดถ้าเริ่มมีตอนอายุ 15 ปี จะผิดปกติหรือไม่โดยปกติ เด็กหญิงจะมีประจำเดือนได้ตั้งแต่อายุประมาณ 12-13 ปี<br />แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ และความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายด้วยนะคะ<br />ถ้าคุณแม่มีประจำเดือนช้า เราก็อาจมีช้าเหมือนกัน<br />ถ้าเราสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ผอมแห้งแรงน้อย เจ็บป่วยบ่อย ๆ เราก็อาจจะมีประจำเดือนล่าช้าไปก็ได้ค่ะ<br /><br />เรื่องของประจำเดือนกับวัยรุ่นจะค่อนข้างแปรปรวนสักหน่อย เพราะเป็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ระยะแรก ๆ จึงยังอาจไม่เข้าทางนัก เช่น มาช้า มาไม่สม่ำเสมอ มาไม่ตรงตามกำหนดเวลา ปวดท้องประจำเดือน เป็นต้น<br />อย่างเพิ่มวิตกกังวลไปเลยค่ะ รออีกสักพัก เมื่อร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้ว ประจำเดือนก็จะเป็นปกติไปเองค่ะ<br />แต่ถ้ายังกลัดกลุ้มใจอยู่ ก็น่าจะลองไปปรึกษาแพทย์ดูนะคะ เพื่อความสบายใจ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-7416526984754157868?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-65855127653138026982008-10-27T14:53:00.000+07:002008-10-27T14:54:54.999+07:00ทำอย่างไรจึงจะสูง<p><br />ความสูงเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง ถ้าบรรพบุรุษฝ่ายพ่อแม่เป็นคนสูง ลูกหลานก็มันจะสูงด้วย ในทางตรงข้าม ถ้าบรรพบุรุษรูปร่างกระทัดรัด ลูกหลานก็อาจไม่สูงนัก<br />แต่ทั้งนี้ เรื่องของอาหารและการออกกำลังกายก็จะมีส่วนช่วยได้ด้วย<br /></p><p>นั่นคือ คงต้องรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้มาก ๆ เช่นเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งเป็นอาหารที่เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ ที่นิยมกันก็คงจะเป็นการว่ายน้ำนั่นแหล่ะค่ะ<br /></p><p>ดูอย่างชาวญี่ปุ่นสิค่ะ สมัยก่อนพวกเขาตัวเองกันทั้งประเทศ เล็กกว่าคนไทยอีก แต่เดี๋ยวนี้วัยรุ่นของเขาสูงใหญ่ไม่แพ้ชาวตะวันตกเลยทีเดียว<br /></p><p>วัยรุ่นที่ยังไม่สูง ลองทำตามนี้ดูนะค่ะ และอย่าใจร้อนว่าสูงช้า เพราะกว่าคนเราจะเติบโตเต็มที่ก็อายุตั้ง 25 ปี ยังมีเวลาอีกนาน บางคนตอนอายุ15-16 ยังดูตัวเล็กแต่อาจไปสูงพรวดพราดเอาตอน 19-20 ก็ได้ ใจเย็น ๆ ค่ะ</p><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-6585512765313802698?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-39573023667363206502008-10-27T14:52:00.002+07:002008-10-27T14:53:40.300+07:00เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลงแล้วหงุดหงิด จะปรับตัวอย่างไรให้มีความสุขเป็นธรรมดาของวัยรุ่นที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงแล้วรู้สึกหงุดหงิด เพราะไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าไม่เหมือนเดิม มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมทำให้เราต้องปรับตัว และการปรับตัวนี่เองที่มักทำให้คนเรารู้สึกเครียด ก็เลยพาลหงุดหงิดได้ง่าย<br />การแก้ไข ก็คือ ต้องค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้าง กว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา จนเราหายหงุดหงิด<br /><br />และถ้ามีปัญหาคับข้องใจ ก็ควรปรึกษาผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ผ่านปัญหาเหล่านี้มาก่อน ย่อมให้คำแนะนำที่ดีกับเราได้ และเมื่อปัญหาบรรเทาเบาบางลง เราก็คงจะหงุดหงิดน้อยลงค่ะ<br /><br />ส่วนความสุขนั้น ก็หาได้ไม่ยาก โดยการทำสิ่งที่เราชอบ ทำแล้วเราเพลิดเพลินสิค่ะ เช่น คุยกับเพื่อน ร้องเพลง เล่นดนตรี อ่านนิยาย ไปเที่ยว ฯลฯ แล้วก็อย่าคิดหมกมุ่นกับตัวเองให้มากนัก ลองเป็นฝ่ายคิดบ้างว่าทำอย่างไรจะช่วยให้คนใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง มีความสุขบ้าง หรือคิดถึงคนอื่นที่เขาทุกข์ยากลำบากกว่าเราบ้าง หลายคนที่เขายากจน พิการ กำพร้า ฯลฯ เขายังต่อสู้ชีวิตและมีความสุขได้ ทำไมเราจึงมีความสุขบ้างไม่ได้<br /><br />อย่าลืมว่า ความสุขอยู่ที่ใจนะค่ะ ถึงเราจะมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมารบกวนบ้าง แต่ก็อย่าให้มันมามีอำนาจเหนือเราได้ ทำใจของเราให้มีความสุข มองโลกแง่ดี มีอารมณ์ขัน มีความหวังอยู่เสมอ แล้วเราก็จะมีความสุขเองแหล่ะค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-3957302366736320650?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-74273358796634133572008-10-27T14:52:00.001+07:002008-10-27T14:52:42.482+07:00ผู้ชายจำเป็นต้องขลิบอวัยวะเพศหรือไม่การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายนั้น ทำไปเพื่อให้สามารถดูแลรักษาความสะอาดบริเวณนั้นได้งายขึ้น ไม่เกิดการหมักหมมของสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคต่าง ๆซึ่งอาจนำโรคมาสู่ตัวเองและคู่รักได้<br />แต่ถ้าหมั่นรักษาความสะอาดบริเวณนั้นเป็นประจำทุกครั้งที่อาบน้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องไปขลิบให้เจ็บตัวก็ได้ค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-7427335879663413357?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com1tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-44704803163506422342008-10-27T14:51:00.001+07:002008-10-27T14:51:58.836+07:00อายุเท่าใดการเจริญเติบโตจึงถดถอยร่างกายจะหยุดการเจริญเติบโตเมื่อมีอายุประมาณ 25 ปี<br />ดังนั้น ในช่วงวันรุ่น จึงควนใส่ใจบำรุงสุขภาพให้ดี รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่าเพิ่งไปอดอาหาร เพราะจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของร่างกาย ทำให้ร่างกายแคระแกร็น และอย่ากินอาหารฟาสต์ฟู้ดให้มากนัก เพราะมีแป้งและไขมันมาก จะทำให้อ้วน ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่ผึ่งผายสดชื่นสมวัย<br /><br />นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อกระดูก ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยคืนละ 6-8 ชั่วโมง จะทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า และอย่าลืมดูแลจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอด้วยนะค่ะ<br /><br />ถ้าทำได้อย่างนี้ วัยรุ่นก็จะเติบโตสมวัย ร่างกายแข็งแรง หุ่นดี พอทัดเทียมกับวัยรุ่นของชาติที่พัฒนาแล้วด้วยค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-4470480316350642234?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-3007306974146617412008-10-27T14:50:00.000+07:002008-10-27T14:51:10.252+07:00การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นมีผลกระทบอย่างไรการเปลี่ยนแปลงทางกาย อารมณ์ และสังคม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มีผลกระทบต่อวัยรุ่น และคนรอบข้าง ได้แก่<br />วันรุ่นเองมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย บางคนรู้สึกอับอายกับรูปร่างของตัวเอง ทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในการเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อน หรือเวลาที่ต้องอยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก เช่น เดินหลังโก่งเพราะอายที่หน้าอกใหญ่ขึ้น ไม่ค่อยกล้าพูดเพราะเสียงแตก เป็นต้น<br />วัยรุ่นที่มีความเครียด อาจหาทางออกในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือทดลองให้สารเสพย์ติดต่าง ๆ ทำให้เสียสุขภาพ เสียการเรียน เสียอนาคตได้<br /><br />วัยรุ่นที่เริ่มอยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เริ่มดื้อรั้นกับพ่อแม่ เพราะคิดว่าตัวเองโตแล้ว คิดเองเป็นแล้ว จึงมีความขัดแย้งกับพ่อแม่มากขึ้น ทำให้กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวได้<br /><br />ครูอาจารย์ ที่มีลูกศิษย์วัยรุ่นก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะนอกจากจะต้องดูแลเรื่องการเรียนแล้ว ยังต้องดูแลแก้ปัญหาอื่น ๆ ให้วัยรุ่นอีก เช่น เรื่องการคบเพื่อนต่างเพศ การติดสารเสพย์ติด การทะเลาะวิวาท เป็นต้น<br /><br />สังคมก็ได้รับผลกระทบ ในกรณีที่วัยรุ่นประพฤติตัวไม่เหมาะสม เช่น เป็นอันธพาล เกะกะเกเร ก่อปัญหาให้ผู้อื่น มั่วสุมเสพยา ขายบริการทางเพศ ตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำแท้ง ติดเชื้อเอดส์ ฆ่าตัวตาย ฯลฯ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมาก<br /><br />แต่การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นก็ไม่ได้ส่งผลในแง่ลบเท่านั้น ในแง่บวกคือวันรุ่นจะเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์ มีอุดมคติ สามารถทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัว โรงเรียน และสังคมได้เป็นอย่างมากด้วยค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-300730697414661741?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-81609143720786239962008-10-27T14:49:00.000+07:002008-10-27T14:50:15.776+07:00เพราะเหตุใดผู้หญิงจึงเติบโตเร็วกว่าผู้ชายเป็นไปตามธรรมชาติค่ะ<br />ในช่วงอายุ 11-13 ปี วัยรุ่นหญิงจะเติบโตสูงใหญ่กว่าวัยรุ่นผู้ชาย เรียกว่าเป็นสาวเร็วกว่า<br />แต่หลังจากนั้นไม่นานหรอกค่ะ พอวันรุ่นชายมีอายุในช่วง 12-14 ปีก็จะเริ่มพัฒนาบ้าง จนโตทันวันรุ่นหญิง และต่อไปเมื่อเป็นหนุ่มเต็มที่ ก็จะสูงใหญ่กว่าด้วยซ้ำ<br />เอาเป็นว่า ผู้ชายต่อให้ก่อนแล้วกันนะค่ะ ถ้าตอนนี้ยังตัวเล็กกว่าผู้หญิงก็ขอให้ใจเย็นไว้ก่อน รออีกหน่อยก็จะโตทันกันเอง อีกไม่นานเกินรอหรอกค่ะ รับรอง<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-8160914372078623996?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-36059190739851310312008-10-27T14:48:00.000+07:002008-10-27T14:49:12.050+07:00ทำไมเวลามีประจำเดือนแล้วหงุดหงิดเวลามีประจำเดือน ย่อมทำให้รู้สึกไม่สบาย วิตกกังวลว่าจะเปรอะเปื้อน ทำให้เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวเหมือนปกติ บางครั้งก็มีอาการปวดท้อง หรือปวดเมื่อยตามเนื้อตัวด้วย จึงทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกรำคาญและหงุดหงิด<br />ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ในช่วงที่มีประจำเดือน ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ซึ่งตัวฮอร์โมนนี้เองที่จะไปส่งผลกับอารมณ์ ทำให้อารมณ์ค่อนข้างแปรปรวน เช่น ใจน้อย หงุดหงิด ระแวง หรือเศร้าก็ได้ค่ะ<br />เมื่อรู้ตัวว่าในช่วงมีประจำเดือน อารมณ์จะไม่มั่นคง ในช่วงนี้จึงไม่ควรคิดมาก หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ เพราะจะทำให้ผิดพลาดได้ ถ้าหงุดหงิดมาก ก็ควรพักผ่อนให้มาก ทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ อ่านหนังสืออ่านเล่น เล่นกับสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ให้สบายใจ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งกับคนใกล้ชิดลงได้ และเราเองก็ไม่ต้องทำอะไรลงไปเพราะความหงุดหงิด แล้วต้องมานั่งเสียใจในภายหลังด้วยค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-3605919073985131031?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-16471281204410394092008-10-27T14:47:00.002+07:002008-10-27T14:48:30.938+07:00วัยใดในชีวิตที่มีพัฒนาการเร็วที่สุดวัยรุ่นคงคิดว่า วัยของตนเองมีพัฒนาการเร็วที่สุด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย เช่น ผู้หญิงจะเริ่มมีหน้าอก มีสะโพกใหญ่ขึ้น เริ่มมีประจำเดือน ส่วนผู้ชายก็จะมีการฝันเปียก เสียงแตก มีหนวดเคราขึ้น เป็นต้น<br />แต่ความจริงแล้ว วัยที่มีพัฒนาการเร็วที่สุด คือ วัยทารกขณะอยู่ในครรภ์ เพราะหลังจาก สเปอร์มจากพ่อผสมกับไข่ของแม่แล้ว จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ภายในไม่กี่สัปดาห์ก็จะเป็นรูปเป็นร่าง มีแขนมีขาและอวัยวะต่าง ๆ เกือบจะครบถ้วนแล้ว<br /><br />วัยรุ่นจึงไม่ควรชะล่าใจ หรือประมาทในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ เพราะพลาดพลั้งแล้วฝ่ายหญิงจะท้องได้ทันที และกว่าจะรู้ตัวว่าท้อง ทารกในครรภ์ก็เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้ว คิดจะทำแท้งก็ต้องเจ็บปวดทรมาน และบาปด้วยนะคะ เพราะเป็นการเจตนาฆ่าลูกของตัวเอง และจะเป็นความรู้สึกผิดที่ฝังใจผู้หญิงไปชั่วชีวิตที่เดียวค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-1647128120441039409?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-32637434182574443332008-10-27T14:47:00.001+07:002008-10-27T14:47:44.836+07:00ทำไมมีประจำเดือนแล้วปวดท้องเวลามีประจำเดือน มดลูกจะบีบตัวเพื่อขับเลือดออกมา ถ้ามดลูกบีบตัวมากก็จะทำให้ปวดท้องได้<br />การที่มดลูกจะบีบตัวมากหรือน้อยนั้น ความเครียดก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ถ้าในเดือนนั้น วัยรุ่นมีความเครียดมาก เช่น ใกล้สอบ ใกล้ส่งรายงาน หรือมีความขัดแย้งกับเพื่อน ก็จะทำให้มดลูกบีบตัวมาก เกิดอาการปวดท้อง ผิดกับเดือนที่วัยรุ่นรู้สึกสบายใจ ไม่เครียด เช่น ช่วงปิดเทอม ช่วงที่ไปเที่ยว เวลามีประจำเดือนก็จะไม่ปวดท้องเลย<br />ถ้ามีอาการปวดท้องประจำเดือน ควรกินยาแก้ปวด แล้วนอนพัก หรือจะใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบที่บริเวณท้องน้อย ก็จะช่วยบรรเทาปวดได้เช่นกันค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-3263743418257444333?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-84515661226183293282008-10-27T14:46:00.000+07:002008-10-27T14:47:00.703+07:00ต่อมพิทูอิทารีทำหน้าที่อะไรต่อมพิทูอิทารี่หรือต่อมใต้สมองทำหน้าที่กระตุ้นการเติบโตของกระดูก ควบคุมการเจริญพันธุ์และการทำงานของต่อมไร้ท่ออื่น ๆ<br />ต่อมใต้สมองมีขนาดเท่าเมล็ดถั่ว เป็นศูนย์กลางใหญ่ในการประสานงาน แบ่งออกเป็น 2 พู (lobes) คือหน้าและหลัง<br /><br />ฮอร์โมนที่พูหน้าสร้างขึ้น เช่น ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในทั้งหลาย รวมทั้งควบคุมระดับการใช้โปรตีนอีกด้วย<br /><br />พูหลังควบคุมเกี่ยวกับการดูดซึมน้ำกลับของไต และรักษาระดับน้ำและความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย<br />ป. ล. ถามหน่อยเถอะค่าว่าเป็นการบ้านที่ครูให้ค้นคว้าหรือเปล่า ถ้าใช่ โปรดไปค้นจากห้องสมุดเพิ่มเติม จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-8451566122618329328?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-39920400748327358202008-10-27T14:45:00.000+07:002008-10-27T14:46:08.039+07:00ทำไมวัยรุ่นจึงไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย<p><br />เพราะวัยรุ่นยังไม่คุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงทำให้ต่างจากเพื่อน จึงรู้สึกอาย ไม่มั่นใจและไม่ชอบ<br />นอกจากนั้น ระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เช่น คอ แขน ขา จะเจริญเติบโตมากกว่าลำตัว จะทำให้วัยรุ่นรู้สึกว่าตัวเองมีรูปร่างเก้งก้างน่ารำคาญหรือการขยายขนาดของร่างกายแต่ละส่วนยังเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ก็จะทำให้กังวล</p><p><br />ในวัยรุ่นชาย ไขมันใต้ผิวหนังบางลง ทำให้ดูผอม โดยเฉพาะที่ขา น่องและแขน ทำให้รู้สึกไม่บึกบึนเป็นแมน ในขณะที่วัยรุ่นหญิงจะมีการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่เต้านมและสะโพก จึงทำให้วัยรุ่นรู้สึกไม่พอใจกับรูปร่างของตนเอง<br />ทราบอย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องกังวลกับรูปร่างของตัวเองมากเกินไปนะคะ เพราะอีกหน่วยก็จะเข้าที่เข้าทางเองค่ะ</p><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-3992040074832735820?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-19626895107216807972008-10-27T14:44:00.000+07:002008-10-27T14:45:15.208+07:00เด็กชายจะโตช้ากว่าเด็กหญิงกี่ปีประมาณ 2 ปี ค่ะ คือพออายุ 11 ปี เด็กผู้หญิงที่เคยตัวเล็กกว่าจะสูงพอ ๆ กับเด็กผู้ชาย และจะสูงแซงหน้าไปก่อน จนอายุ 15 ปี เด็กผู้ชายจะเริ่มสูงทันเด็กผู้หญิงในวัยเดียวกัน และจะสูงกว่าต่อไปเรื่อย ๆ จนอายุ 18 ปี และสูงกว่าผู้หญิงอย่างน้อยประมาณ 2-3 นิ้ว และเด็กชายยังสามารถเพิ่มความสูงต่อไปได้อีก ในขณะที่เด็กผู้หญิงหยุดสูงแล้ว<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-1962689510721680797?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-12249059985361476582008-10-27T14:41:00.000+07:002008-10-27T14:44:10.036+07:00เด็กผู้หญิงจะเติบโตเร็วในช่วงใดในช่วงชั้นประถมตอนปลาย หรือชั้นมัธยมต้นค่ะ คืออายุประมาณ 11 ปี จะสูงอย่างรวดเร็วและสูงนำเด็กผู้ชาย การเจริญเติบโตหรือการขยายขนาดของร่างกายภายในแต่ละส่วนอาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ในระยะแรกเริ่ม คอ แขน ขาจะยาว เจริญเติบโตมากกว่าลำตัว ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีรูปร่างเก้งก้าง น่ารำคาญ หรือร่างกายซีกซ้ายและซีกขวาเจริญเติบโตมีขนาดไม่เท่ากันในระยะแรก ๆ แต่จะเจริญเท่ากันในระยะท้าย ๆ อันเป็นสาเหตุให้เด็กหญิงตกอยู่ในความวิตกกังวลสูงได้<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-1224905998536147658?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-37641459974974536342008-10-27T14:40:00.000+07:002008-10-27T14:41:06.669+07:00น้ำหนักและส่วนสูงมาตรฐานของวัยรุ่นควรเป็นเท่าใดขอตอบน้ำหนักและส่วนสูงโดยรวมก่อนแล้วกันนะคะ ปัจจุบันผู้หญิงไทยสูงประมาณ 160 เซนติเมตร หนัก 50 กิโลกรัม ผู้ชายไทยสูงประมาณ 170 เซนติเมตร หนัก 60 กิโลกรัม มาตรฐานความสูงเพิ่มมากกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังไม่เข้ามาตรฐานระดับสากลเสียทีเดียว<br />อาจเป็นเพราะอาหารการกิน และพฤติกรรมการออกกำลังกายเป็นสำคัญ ดูอย่างนักกีฬาของเราสิคะ แค่รูปร่างก็เสียเปรียบนักกีฬาค่ายตะวันตกแล้ว<br /><br />สำหรับวัยรุ่นนั้น อยู่ในช่วงที่กำลังเติบโต บางคนไปเติบโตเร็วในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย บางคนเติบโตเร็วในช่วงวัยรุ่นตอนต้น หรือตอนกลาง เอาแน่ไม่ได้ค่ะ แต่ส่วนใหญ่วัยรุ่นชายจะสูง ผม เพราะกล้ามเนื้อยังไม่เต็มที่<br /><br />ส่วนวัยรุ่นหญิงจะมีการสะสมของไขมันมากกว่า บางคนจะมีรูปร่างท้วมในตอนต้น ๆ แล้วสูงขึ้นภายหลัง แต่บางคนที่ใช้พลังงานส่วนเกินมากและร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานได้ดี ก็มักจะผอมเก้งก้าง เรียกว่าร่างกายยังไม่เข้าที่ และส่วนสูงกับน้ำหนักก็ยังไม่สัมพันธ์กันค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-3764145997497453634?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-34181049386542275052008-10-27T14:38:00.000+07:002008-10-27T14:40:13.638+07:00อยากให้ร่างกายแข็งแรง ควรกินอะไรดีคงไม่ได้อยู่ที่การกินอาหารอย่างเดียวค่ะ แต่ต้องออกกำลังกายด้วย นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง สูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง และทำจิตใจให้สบาย<br /><span style="color:#3333ff;">สำหรับอาหารการกิน ถ้าอยู่ในช่วงวัยรุ่น ร่างกายต้องการโปรตีนมากหน่อย จำพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง แต่ก็ต้องทานให้ครบหมวดหมู่ โดยเฉพาะผักสด ผลไม้ ซึ่งให้คุณค่าต่อร่างกาย อาหารไทยหลายอย่างมีคุณค่าทางอาหารมากอย่างคาดไม่ถึง เช่น แกงเลียง ต้มยำ แกงป่า เมี่ยงคำ นักโภชนาการยุคใหม่ กำลังรณรงค์ให้คนหันกลับมารับประทานอาหารพื้นบ้านแบบคนสมัยก่อนค่ะ</span><br /><span style="color:#3333ff;"><br />ที่ควรหลีกเลี่ยงคือ ของกินเล่นประเภทขนมกรุบกรอบ ซึ่งคุณค่าทางอาหารน้อย ของหมักดอง ของทอดมัน ๆ มากเกินไปก็ไม่ดีค่ะ รวมทั้งการดื่มสุรา น้ำอัดลม ยาชูกำลังก็ไม่ดีนะคะ</span><br />เตือนใจตนเองไว้หน่อยนะคะว่า อย่าทานตามใจปาก อย่าทานเพราะคิดว่าโก้เก๋ทันสมัยตามกระแสโฆษณา หรือเห่อตามสมัยนิยม เพราะมีคุณค่าน้อย และแทนที่จะแข็งแรง กลับจะทำให้อ้วนด้วยซ้ำไปค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-3418104938654227505?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-16670047051243112272008-10-27T14:36:00.000+07:002008-10-27T14:37:57.415+07:00รู้สึกอายที่มีหน้าอกใหญ่ จะทำอย่างไรคนเรามักไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ในขณะที่คุณไม่พอใจที่มีหน้าอกใหญ่ ผู้หญิงหลายคนกลับยอมเจ็บตัว เสียเงินเสียทองเพื่อไปทำศัลยกรรมเพิ่มขนาดอก คนที่ธรรมชาติให้มามากอาจจะเป็นที่อิจฉาของคนอื่น ๆ ก็ได้<br /><span style="color:#3333ff;">อยากให้คุณยอมรับในสิ่งที่ธรรมชาติให้มา และมีความมั่นใจในตัวเอง อย่างเดินหลังโกง เพราะจำเสียบุคลิก และใช้วิธีใส่เสื้อชั้นในในแบบเต็มตัวเก็บทรง และใส่เสื้อชั้นนอกสีเข้มหรือเสื้อหลวม ๆ เพื่อพรางตา อาศัยแฟชั่นเป็นตัวช่วยค่ะ แต่อย่าไปกังวลกับมันมาก เอาไว้คุณอายุมากกว่านี้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาก็อาจเปลี่ยนไปเชื่อเถอะค่ะ</span><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-1667004705124311227?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-14222191540916232332008-10-27T14:35:00.000+07:002008-10-27T14:36:14.795+07:00ประจำเดือนมามากบ้างน้อยบ้างผิดปกติหรือไม่<span style="color:#6600cc;">ประจำเดือนมามากบ้างน้อยบ้าง บางครั้ง 5 วัน บางครั้ง 3 วัน ผิดปกติหรือไม่<br /></span>ประจำเดือนมามากน้อยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกายและความเครียดของจิตใจ ความแตกต่างระหว่าง 3-5 วัน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ถ้ายังไม่สบายใจแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ แพทย์จะให้รายละเอียดคลายความกังวลได้ค่ะ<div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-1422219154091623233?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7003389031117182264.post-84433043853852575992008-10-27T14:34:00.000+07:002008-10-27T14:35:01.703+07:00ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอจะทำอย่างไร<p>ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เร็วบ้าง ช้าบ้างจะทำอย่างไร</p><p><br />การมีรอบเดือนในช่วงปีแรก ประจำเดือนมักจะมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดหายไปได้ ไม่ต้องกังวลค่ะ ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา<br />แต่ถ้ามีประจำเดือนมาหลายปีแล้ว การที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอมาจากหลายสาเหตุค่ะ อาจเกิดจากสภาพร่างกาย หรือเกิดจากสภาพจิตใจ เช่น ความเครียด แต่ถ้าประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอทุกเดือน น่าจะเกิดจากสาเหตุทางร่างกายมากกว่าคิดว่าไปปรึกษาแพทย์ดีที่สุดค่ะ พยายามสังเกตตัวเองและให้รายละเอียดกับแพทย์มาก ๆ เช่น มากี่วัน ระยะช่วงทิ้งห่างกี่วัน เริ่มมาไม่สม่ำเสมอตั้งแต่เมื่อไร กินยาอะไรอยู่หรือเปล่า เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉันได้ง่ายขึ้น</p><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7003389031117182264-8443304385385257599?l=www.jitjai.com'/></div>Binghttp://www.blogger.com/profile/08626237961073351415noreply@blogger.com0